‘ไฮบริด’ จุดเปลี่ยน ‘ค่ายญี่ปุ่น’ ผงาด เปิดเกมชน ‘เอาใจคนบริโภค’ เต็มร้อย

“รถยนต์ไฮบริด” กำลังอยู่ในทิศทางที่ดีมากจากปี 2568 จากเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ บริการหลังการขายที่มีคุณภาพ ตอกย้ำความความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค เป็นแรงขับให้ “ไฮบริด” โตเคียงคู่ “อีวี” แต่ทว่าการแข่งขันของตลาดรถยนต์รวม และรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นกระแส มีส่วนให้ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ต้องเร่งพัฒนาตนเอง เพื่อจับกลุ่มตลาดที่หลากหลาย และมีความคาดหวังว่าจะมีรุ่นใหม่ๆ ที่น่าสนใจออกมามากขึ้นในปี 2569
แม้ว่าทิศทางของตลาดรถยนต์ในไทยจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เนื่องด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานไฟฟ้า แต่ในปี 2568 รถไฮบริดจะเป็นคำตอบสำหรับผู้ผลิตและผู้บริโภค ด้วยความโดดเด่นในเรื่องสมรรถนะที่ให้การประหยัดน้ำมัน ลดมลพิษ รวมถึงออปชันความสะดวกสบายที่คุ้มค่า และความเชื่อมั่นในคุณภาพ บริการหลังการขาย เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ขุมพลังทางเลือกอย่าง ไฮบริด ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ กระตุ้นการขยับตัวจากค่ายผู้ผลิต ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย
ในปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือก xEV มีอัตราการขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง สามารถครองส่วนแบ่งตลาดเกินกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายยานยนต์ทั้งประเทศ เห็นได้จากยอดขายในช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม ปี 2568 ยอดขายรถยนต์ xEV (รถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด) โดยรวมแล้วอยู่ที่ประมาณ 205,166 คัน แบ่งเป็น ไฮบริด (HEV) 114,724 คัน, รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) 89,984 คัน, ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) 7,436 คัน และรถยนต์พลังงาน REEV อยู่ที่ 648 คัน
ส่วนการคาดการณ์ในปี 2569 ยอดขายรถยนต์ไฮบริดยังคงมีแนวโน้มการเติบโตราว 16% โดยผู้ผลิตจากญี่ปุ่นจะครองความเป็นผู้นำตลาดผ่านกลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ การเพิ่มกำลังการผลิตรถไฮบริดในประเทศไทย การพัฒนาโมเดลไฮบริดให้มีความหลากหลายทั้งด้านดีไซน์ ระดับราคา และสมรรถนะการขับขี่ ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้จะช่วยกระตุ้นความสนใจและหนุนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
ทั้งนี้ในส่วนของตลาดบีอีวี เอง อาจจะต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ จากการเสื่อมราคาที่ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว และเบี้ยประกันภัยอยู่ในระดับสูง รวมถึงอัตราภาษีที่จะมีการปรับขึ้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าบีอีวี ซึ่งอาจชะลอการตัดสินใจของผู้บริโภคออกไปได้ ทำให้รถยนต์ไฮบริด ยังกลายเป็นตัวเลือกหลักที่พร้อมให้ทั้ง “ความปลอดภัยและมั่นใจ” ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการความยืดหยุ่นและความมั่นใจก่อนตัดสินใจเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า
ทั้งนี้ ในส่วนของค่ายผู้ผลิต ทิศทางของหลายแบรนด์ยังคงมุ่งให้ความสำคัญไปที่ “ไฮบริด” เป็นช้อยส์หลัก ซึ่งแต่ละค่ายใช้ช่วงเวลาของงานแสดงยานยนต์ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างแรงกระเพื่อม กระตุ้นความน่าสนใจให้กับไลน์อัปของรถยนต์ในตลาดประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
และในปีนี้ ค่ายรถยนต์ โดยเฉพาะค่าย “ญี่ปุ่น” พร้อมสานต่อแนวทางตลาด xEV โดยมีรถยนต์ไฮบริดเป็นตัวหลัก แต่ก็พร้อมเสริมทัพรถยนต์ในกลุ่มพลังงานอื่นๆ อย่าง ปลั๊ก-อิน ไฮบริด รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า 100% มาเปิดตัวทำตลาดในไทย เพื่อตอบสนองผู้บริโภคหลากหลายกลุ่มและขยายส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังที่หลายค่ายจะปล่อยรถใหม่ในทุกเซ็กเมนต์
นับเป็นทิศทางที่น่าสนใจของตลาดยานยนต์ในประเทศไทยต่อจากนี้ ที่หลายๆค่ายยังคงให้ความสำคัญกับ “รถยนต์ไฮบริด” เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ “ค่ายจีน” อาจจะทำการบ้านหนักขึ้น หลังหมดยุคการสนับสนุน EV 3.0 ทำให้การแข่งขันอาจจะทวีความเข้มข้นขึ้น รวมถึงการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ ที่ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายในแง่มุมของผู้ผลิตอีกด้วย
สรุปโดยรวม “รถยนต์ไฮบริด” จึงยังเป็นคำตอบที่น่าสนใจให้กับค่ายรถยนต์และผู้บริโภค เพราะเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน ที่ช่วยลดมลพิษและประหยัดน้ำมันได้ดีกว่ารถน้ำมันทั่วไปโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จอีวี ทำให้ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลาย แม้รถยนต์ไฟฟ้า 100% (บีอีวี) จะเป็นทางออกระยะยาว แต่ไฮบริดยังคงครองตลาดได้อีกนาน เพราะเข้าถึงง่ายกว่า และค่ายรถต้องเร่งพัฒนาไฮบริดให้ดีขึ้นควบคู่ไปกับการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า 100% เพื่อตอบสนองความต้องการที่ยังไม่พร้อมเปลี่ยนสู่อีวีเต็มรูปแบบ



























